เมื่อพืชได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ แมลงศัตรูพืช โรคพืช หรือการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสม เกษตรกรมักต้องใช้เวลาในการสำรวจว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด และพืชเริ่มฟื้นตัวแล้วหรือไม่
โดรนเพื่อการเกษตร สามารถเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลจากมุมสูงและนำภาพที่ได้มาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพืชในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถติดตามการฟื้นตัวของแปลงเพาะปลูกได้ละเอียดกว่าการเดินสำรวจเพียงอย่างเดียว
โดรนติดตามการฟื้นตัวของพืชได้อย่างไร?
หลักการสำคัญคือ การเก็บข้อมูลซ้ำในพื้นที่เดิมเป็นระยะ แล้วนำข้อมูลแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบกัน
ตัวอย่างเช่น
ก่อนเกิดความเสียหาย → หลังเกิดความเสียหาย → หลังได้รับการดูแล → ช่วงเริ่มฟื้นตัว → กลับเข้าสู่สภาพปกติ
เมื่อมีข้อมูลหลายช่วงเวลา จะสามารถมองเห็นแนวโน้มของพืชได้ชัดเจนขึ้น
1. บันทึกภาพพื้นที่หลังเกิดความเสียหาย
ขั้นแรกคือการใช้โดรนบินสำรวจและถ่ายภาพพื้นที่ทั้งหมด
ตัวอย่างความเสียหายที่สามารถติดตามได้ เช่น
- พืชเหี่ยวจากภัยแล้ง
- พื้นที่ถูกน้ำท่วม
- ความเสียหายจากลมแรงหรือพายุ
- ใบพืชถูกทำลายจากแมลง
- พืชได้รับผลกระทบจากโรค
- พื้นที่ที่ต้นพืชตาย
ภาพเหล่านี้สามารถใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งต่อไป
2. ใช้กล้องที่เหมาะสมกับงาน
โดรนสามารถติดตั้งกล้องได้หลายประเภท โดยการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ
กล้อง RGB
เป็นกล้องที่ถ่ายภาพสีตามที่ตามองเห็น เหมาะสำหรับดู
- สีของใบ
- ขนาดต้นพืช
- พื้นที่ที่ต้นพืชเสียหาย
- การเปลี่ยนแปลงของแปลงเพาะปลูก
กล้อง Multispectral
สามารถเก็บข้อมูลในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็นไม่สามารถแยกแยะได้ ทำให้สามารถนำข้อมูลไปคำนวณดัชนีพืช เช่น NDVI เพื่อช่วยประเมินความสมบูรณ์ของพืช
กล้อง Thermal
ตรวจจับความแตกต่างของอุณหภูมิบนพื้นผิว ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินความเครียดของพืชและสภาพความชื้นในบางกรณี
3. วิเคราะห์ดัชนีพืช เช่น NDVI
หนึ่งในวิธีที่นิยมใช้วิเคราะห์สุขภาพพืชคือ NDVI (Normalized Difference Vegetation Index)
ข้อมูล NDVI สามารถช่วยแสดงความแตกต่างของพืชในพื้นที่ เช่น
- พืชที่มีความสมบูรณ์
- พืชที่กำลังเกิดความเครียด
- พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย
- พื้นที่ที่เริ่มฟื้นตัว
โดยทั่วไป เมื่อค่าดัชนีพืชในพื้นที่ที่เคยเสียหายมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับที่ดีขึ้น ก็อาจเป็นสัญญาณว่าพืชกำลังฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ค่า NDVI ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยอื่น เช่น ชนิดพืช อายุพืช สภาพดิน และสภาพอากาศ ก็มีผลต่อค่าที่ตรวจวัดได้
4. เปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละช่วงเวลา
จุดเด่นของการใช้โดรนคือสามารถเก็บข้อมูลพื้นที่เดิมซ้ำได้
ตัวอย่างเช่น
สัปดาห์ที่ 1: พบพื้นที่เสียหายจำนวนมาก
↓
สัปดาห์ที่ 2: พืชเริ่มมีการฟื้นตัวบางส่วน
↓
สัปดาห์ที่ 3: พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น
↓
สัปดาห์ที่ 4: ค่าดัชนีพืชมีแนวโน้มดีขึ้น
ข้อมูลแบบ Time Series ช่วยให้เห็นว่าการฟื้นตัวเกิดขึ้นเร็วหรือช้า และพื้นที่ใดที่ยังต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม
5. สร้างแผนที่แสดงระดับความเสียหาย
ข้อมูลจากโดรนสามารถนำมาประมวลผลเป็นแผนที่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซน เช่น
- 🟢 พื้นที่ฟื้นตัวดี
- 🟡 พื้นที่ต้องติดตาม
- 🔴 พื้นที่เสียหายมาก
ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องเดินตรวจสอบทุกจุดในแปลง แต่สามารถกำหนดพื้นที่ที่ควรเข้าไปตรวจสอบเป็นพิเศษได้
6. ตรวจสอบผลหลังการแก้ไขปัญหา
หลังจากเกษตรกรดำเนินการแก้ไข เช่น
- ให้น้ำ
- ปรับปรุงดิน
- ควบคุมโรคพืช
- กำจัดศัตรูพืช
- ปรับการจัดการแปลง
สามารถใช้โดรนบินเก็บข้อมูลซ้ำเพื่อดูว่าพืชตอบสนองต่อการจัดการอย่างไร
จึงเปลี่ยนจากการดูเพียงว่า “พืชเสียหายหรือไม่” มาเป็นการติดตามว่า “หลังจากแก้ไขแล้ว พืชฟื้นตัวอย่างไร”
ตัวอย่างการใช้งานจริง
สมมติว่าแปลงข้าวได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
ขั้นที่ 1
ใช้โดรนสำรวจพื้นที่หลังน้ำลด เพื่อกำหนดขอบเขตความเสียหาย
ขั้นที่ 2
บันทึกภาพและข้อมูลพืชเป็นข้อมูลพื้นฐาน
ขั้นที่ 3
เก็บข้อมูลซ้ำทุกสัปดาห์ในช่วงฟื้นตัว
ขั้นที่ 4
นำข้อมูลมาเปรียบเทียบและสร้างแผนที่การเปลี่ยนแปลง
ขั้นที่ 5
ระบุพื้นที่ที่ฟื้นตัวช้า เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปตรวจสอบภาคพื้นดินเพิ่มเติม
วิธีนี้ช่วยให้การติดตามพื้นที่ขนาดใหญ่ทำได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
ข้อดีของการใช้โดรนติดตามการฟื้นตัว
ลดเวลาในการสำรวจ
โดรนสามารถครอบคลุมพื้นที่จำนวนมากได้ภายในเวลาไม่นาน
เห็นภาพรวมของแปลง
ภาพจากมุมสูงช่วยให้เห็นรูปแบบความเสียหายที่อาจมองไม่เห็นเมื่อเดินสำรวจเพียงบางจุด
มีข้อมูลเปรียบเทียบ
สามารถเก็บข้อมูลเป็นระยะและนำมาเปรียบเทียบกันได้
ช่วยกำหนดพื้นที่ที่ต้องดูแล
ทำให้เกษตรกรสามารถจัดลำดับความสำคัญในการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ได้ดีขึ้น
สิ่งที่ต้องระวังในการวิเคราะห์
การใช้โดรนไม่ได้หมายความว่าภาพที่ได้จะบอกสาเหตุของความเสียหายได้โดยตรงเสมอไป
ตัวอย่างเช่น พืชมีสีเขียวลดลงอาจเกิดจาก
- ขาดน้ำ
- โรคพืช
- แมลง
- ขาดธาตุอาหาร
- ความเสียหายจากสภาพอากาศ
ดังนั้น ข้อมูลจากโดรนควรใช้ร่วมกับการสำรวจภาคพื้นดิน ข้อมูลสภาพอากาศ และความรู้ด้านพืช เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
สรุป
โดรนสามารถช่วยติดตามการฟื้นตัวของพืชได้โดยการเก็บภาพและข้อมูลจากแปลงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง แล้วนำข้อมูลในแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับกล้อง Multispectral และการวิเคราะห์ดัชนีพืช เช่น NDVI จะช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพืชได้ละเอียดขึ้น
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การบินโดรนเพียงครั้งเดียว แต่คือ การเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องและนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเป็นระยะ เพื่อดูแนวโน้มว่าพืชกำลังฟื้นตัว ดีขึ้น หรือยังมีพื้นที่ที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม
เทคโนโลยีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของการเกษตรยุคใหม่ ที่ช่วยให้การจัดการแปลงเพาะปลูกอาศัยข้อมูลมากขึ้น และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปิดทำการทุกวัน จันทร์ ถึง เสาร์ : เวลา 08:00 – 17:00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : Dronettc – Drone Technology Training Center

: 098 261 0126
อีเมล : iddm@iddrives.co.th


Comments are closed