การค้นหาแหล่งโบราณคดีในอดีตมักต้องอาศัยการเดินสำรวจ การขุดค้น และการศึกษาภูมิประเทศ ซึ่งบางพื้นที่มีขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการสำรวจ แต่ปัจจุบัน โดรน ได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักโบราณคดีมองเห็นพื้นที่จากมุมสูง และค้นหาร่องรอยที่อาจสังเกตได้ยากจากระดับพื้นดิน
สิ่งที่น่าสนใจคือ โดรนไม่ได้มีหน้าที่ “บินแล้วเจอโบราณวัตถุ” โดยตรง แต่จะช่วย เก็บข้อมูลภาพและสภาพภูมิประเทศ จากนั้นนักโบราณคดีจึงนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อค้นหาร่องรอยที่อาจบ่งชี้ถึงโครงสร้างหรือกิจกรรมของมนุษย์ในอดีต
โดรนค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีได้อย่างไร?
หลักการสำคัญคือการมองหา ความผิดปกติของพื้นที่ ที่อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ใต้ดินหรือโครงสร้างโบราณ
ตัวอย่างเช่น หากใต้พื้นดินมีคูน้ำ กำแพง หรือโครงสร้างเก่า อาจทำให้สภาพดินและพืชบริเวณนั้นแตกต่างจากพื้นที่โดยรอบ
เมื่อถ่ายภาพจากมุมสูง ความแตกต่างเหล่านี้อาจปรากฏเป็นรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดขึ้น
1. ถ่ายภาพพื้นที่จากมุมสูง
ขั้นแรก นักโบราณคดีจะกำหนดพื้นที่ที่ต้องการสำรวจ จากนั้นวางแผนเส้นทางบินให้โดรนถ่ายภาพครอบคลุมพื้นที่
ภาพที่ได้สามารถนำมาใช้ดู
- รูปแบบภูมิประเทศ
- แนวคันดิน
- ร่องรอยกำแพง
- แนวถนนโบราณ
- หลุมหรือพื้นที่ผิดปกติ
- รูปแบบการเจริญเติบโตของพืช
การถ่ายภาพหลายภาพจากหลายตำแหน่งยังสามารถนำไปสร้างเป็นแผนที่ของพื้นที่ได้
2. มองหาร่องรอยที่ไม่เห็นจากพื้นดิน
บางครั้งหลักฐานทางโบราณคดีไม่ได้อยู่ในรูปของวัตถุที่มองเห็นโดยตรง
ตัวอย่างเช่น โครงสร้างที่ฝังอยู่ใต้ดินอาจทำให้เกิดความแตกต่างของ
ความสูงของพื้นดิน → ความชื้น → สภาพดิน → การเจริญเติบโตของพืช
เมื่อถ่ายจากด้านบน ความแตกต่างเหล่านี้อาจปรากฏเป็นรูปทรงหรือแนวเส้นที่ผิดปกติ
เรียกว่าเป็นการมองหา Archaeological Features หรือร่องรอยภูมิทัศน์ทางโบราณคดี
3. ใช้ภาพหลายช่วงคลื่น
โดรนไม่ได้จำเป็นต้องใช้เพียงกล้อง RGB ที่ถ่ายภาพสีทั่วไป
ในงานสำรวจบางประเภทอาจใช้กล้อง Multispectral หรือเซ็นเซอร์อื่นเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น พืชที่เติบโตเหนือโครงสร้างใต้ดินอาจมีการเจริญเติบโตแตกต่างจากพืชในบริเวณโดยรอบ
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลภาพ อาจพบรูปแบบที่ช่วยให้นักโบราณคดีระบุพื้นที่ที่ควรเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติม
4. สร้างแผนที่สามมิติ
ภาพถ่ายจากโดรนจำนวนมากสามารถนำมาประมวลผลเพื่อสร้างแบบจำลองสามมิติของพื้นที่ได้
ตัวอย่างเช่น
ภาพถ่ายหลายร้อยภาพ
↓
ประมวลผลตำแหน่งและจุดร่วมของภาพ
↓
สร้างแบบจำลองพื้นที่
↓
สร้างแผนที่ 3 มิติ
นักโบราณคดีสามารถใช้ข้อมูลนี้ศึกษารูปร่างของภูมิประเทศและเปรียบเทียบพื้นที่ต่าง ๆ ได้ละเอียดขึ้น
5. สำรวจพื้นที่ที่มีพืชปกคลุม
พื้นที่โบราณคดีจำนวนมากอาจถูกปกคลุมด้วย
- หญ้า
- พุ่มไม้
- พืชธรรมชาติ
- ดินตะกอน
ทำให้การมองจากพื้นดินทำได้ยาก
ภาพจากโดรนช่วยให้นักสำรวจเห็นรูปแบบของพื้นที่โดยรวม และสามารถเลือกจุดที่น่าสนใจเพื่อเข้าไปตรวจสอบภาคพื้นดินต่อ
อย่างไรก็ตาม กล้องทั่วไปไม่ได้สามารถมองทะลุพื้นดินหรือพืชหนาทึบได้โดยตรง จึงไม่ควรเข้าใจว่าโดรนสามารถค้นหาโบราณวัตถุใต้ดินได้ทุกชนิด
6. เปรียบเทียบภาพในอดีตกับปัจจุบัน
อีกประโยชน์หนึ่งคือการบันทึกข้อมูลพื้นที่ไว้เป็นช่วงเวลา
เช่น
ภาพปีที่ 1
→ บันทึกสภาพพื้นที่
ภาพปีที่ 2
→ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง
ภาพปีที่ 3
→ พบพื้นที่บางส่วนถูกกัดเซาะหรือถูกบุกรุก
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงและการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีได้
โดรนช่วยค้นหาอะไรได้บ้าง?
ตัวอย่างร่องรอยที่อาจศึกษาได้จากภาพทางอากาศ ได้แก่
- แนวกำแพงหรือโครงสร้าง
- คูน้ำโบราณ
- แนวถนนหรือเส้นทางเก่า
- เนินดินที่มีรูปทรงผิดปกติ
- ร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน
- รูปแบบการใช้พื้นที่ในอดีต
- ความเปลี่ยนแปลงของแหล่งโบราณคดี
แต่ข้อมูลจากโดรนมักเป็น หลักฐานเบื้องต้นสำหรับการตีความ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าพบโบราณวัตถุหรือโครงสร้างโบราณอย่างแน่นอน
ตัวอย่างการทำงานจริง
สมมติว่านักโบราณคดีสงสัยว่าบริเวณหนึ่งอาจเคยเป็นชุมชนโบราณ
ขั้นที่ 1
ใช้โดรนถ่ายภาพพื้นที่ทั้งหมด
ขั้นที่ 2
นำภาพมาประมวลผลเป็นแผนที่
ขั้นที่ 3
พบรูปแบบแนวเส้นและเนินดินที่มีลักษณะผิดปกติ
ขั้นที่ 4
นำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับแผนที่และหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ขั้นที่ 5
กำหนดพื้นที่เป้าหมายสำหรับการสำรวจภาคพื้นดิน
ขั้นที่ 6
นักโบราณคดีลงพื้นที่ตรวจสอบและใช้วิธีการทางโบราณคดีเพิ่มเติม
ดังนั้นโดรนจึงทำหน้าที่เป็น เครื่องมือช่วยค้นหาและคัดกรองพื้นที่ที่น่าสนใจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสำรวจเชิงลึก
ข้อดีของการใช้โดรนในงานโบราณคดี
🛰️ สำรวจพื้นที่ได้กว้าง
สามารถเก็บข้อมูลพื้นที่ขนาดใหญ่ได้เร็วกว่าการเดินสำรวจทุกจุด
📸 เก็บข้อมูลโดยไม่สัมผัสโบราณสถาน
การถ่ายภาพจากอากาศช่วยลดความจำเป็นในการเข้าไปสัมผัสโครงสร้างโดยตรง
🗺️ สร้างแผนที่ได้ละเอียด
ภาพจำนวนมากสามารถนำไปสร้าง Orthomosaic และแบบจำลอง 3 มิติได้
🔎 ช่วยค้นหาพื้นที่ต้องสงสัย
ช่วยให้นักโบราณคดีเลือกพื้นที่ที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📚 เก็บเป็นข้อมูลดิจิทัล
สามารถเก็บภาพและแบบจำลองไว้เพื่อใช้ศึกษา เปรียบเทียบ และติดตามการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
โดรนไม่สามารถค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีได้ทุกประเภท
ข้อจำกัดที่สำคัญ ได้แก่
- สิ่งที่อยู่ใต้ดินอาจมองไม่เห็นจากภาพทั่วไป
- พืชหนาทึบอาจบดบังพื้นผิว
- สภาพแสงมีผลต่อภาพ
- การตีความภาพต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
- ภาพผิดปกติไม่ได้หมายความว่าเป็นโบราณสถานเสมอไป
- จำเป็นต้องตรวจสอบภาคพื้นดินก่อนสรุปผล
ดังนั้นการใช้โดรนในงานโบราณคดีจึงควรเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เทคโนโลยีการสำรวจ + การวิเคราะห์ข้อมูล + ความรู้ทางโบราณคดี
สรุป
โดรนช่วยงานโบราณคดีได้โดยการ มองพื้นที่จากมุมสูง เก็บภาพรายละเอียด สร้างแผนที่ และค้นหารูปแบบความผิดปกติของภูมิประเทศ ซึ่งอาจเป็นเบาะแสของโครงสร้างหรือกิจกรรมของมนุษย์ในอดีต
เมื่อใช้ร่วมกับกล้อง Multispectral การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ และการวิเคราะห์ข้อมูล นักโบราณคดีสามารถระบุพื้นที่ที่น่าสนใจได้รวดเร็วขึ้น ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด
ดังนั้นบทบาทที่สำคัญของโดรนจึงไม่ใช่การ “ค้นพบโบราณวัตถุแทนมนุษย์” แต่คือการเป็น เครื่องมือสำรวจจากอากาศที่ช่วยให้นักโบราณคดีมองเห็นเบาะแสที่อาจถูกมองข้ามจากระดับพื้นดิน และช่วยให้การสำรวจแหล่งโบราณคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เปิดทำการทุกวัน จันทร์ ถึง เสาร์ : เวลา 08:00 – 17:00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : Dronettc – Drone Technology Training Center

: 098 261 0126
อีเมล : iddm@iddrives.co.th


Comments are closed