Latest Comments

โดรนต้านโดรน" (Anti-Drone / Counter-UAS) เทคโนโลยีสกัดกั้นภัยคุกคามบนท้องฟ้า

“โดรนต้านโดรน” (Anti-Drone) หรือในทางเทคโนโลยีและการทหารเรียกว่า Counter-UAS (Counter-Unmanned Aircraft Systems) คือระบบและเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อ ตรวจจับ (Detect), ระบุอัตลักษณ์ (Identify) และสกัดกั้น/ทำลาย (Disrupt/Neutralize) โดรนที่เป็นภัยคุกคามหรือรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ต้องห้าม

เมื่อโดรนกลายเป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่าย บินได้ไกล และติดตั้งกล้องหรืออุปกรณ์เสริมได้หลากหลาย ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่จึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบินแอบถ่ายพื้นที่ส่วนบุคคล การบินรบกวนน่านฟ้าสนามบินพาณิชย์ หรือการใช้โดรนขนส่งสิ่งของผิดกฎหมายเข้าไปในเรือนจำ เทคโนโลยี Counter-UAS จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ผู้คุมน่านฟ้า” เพื่อรักษาความปลอดภัยครับ

1. ขั้นตอนการทำงานของระบบ Anti-Drone

ระบบต้านโดรนที่มีประสิทธิภาพสูง จะไม่ได้มีแค่ปืนยิงคลื่นความถี่เท่านั้น แต่ต้องทำงานประสานกันเป็น 2 ขั้นตอนหลัก:

ขั้นตอนที่ 1: การตรวจจับและระบุเป้าหมาย (Detection & Tracking)

ก่อนจะสกัดกั้น ต้องหาให้เจอเสียก่อน เนื่องจากโดรนมีขนาดเล็กและบินต่ำ เรดาร์ทั่วไปจึงตรวจจับได้ยาก ระบบนี้จึงต้องใช้ตัวช่วยหลายแบบร่วมกัน:

  • Radar: ใช้เรดาร์ความถี่เฉพาะสำหรับตรวจจับวัตถุขนาดเล็กที่เคลื่อนที่บนฟ้า
  • RF Analyzer (Radio Frequency): สแกนหาคลื่นความถี่วิทยุในอากาศ เพื่อตรวจจับสัญญาณควบคุมที่ส่งระหว่างรีโมทคอนโทรลกับตัวโดรน
  • Acoustic Sensors: ใช้ไมโครโฟนความไวสูงคอยดักฟังเสียงหวีดของใบพัดโดรนที่เป็นเอกลักษณ์
  • Optical/Thermal Cameras: กล้องอัจฉริยะที่ช่วยซูมจับภาพและแยกแยะว่าวัตถุบนฟ้าคือ “นก” หรือ “โดรน” พร้อมระบุพิกัด

ขั้นตอนที่ 2: การสกัดกั้นและทำลายภัยคุกคาม (Mitigation)

เมื่อระบุได้แล้วว่าเป็นโดรนผู้บุกรุก ระบบจะทำการส่งมาตรการสกัดกั้นออกไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 สายหลัก:

2. เทคโนโลยีการสกัดกั้น (นวัตกรรมเด่น)

สาย Soft Kill (ทำลายระบบภายใน ไม่เน้นแรงกระแทก)

เน้นการรบกวนสัญญาณเพื่อควบคุมหรือบังคับให้โดรนหมดฤทธิ์ โดยไม่ทำให้ตัวโดรนระเบิดหรือร่วงลงมาสร้างความเสียหายแก่พื้นล่าง

  • RF/GPS Jamming (ปืนกวนสัญญาณ): อุปกรณ์รูปร่างคล้ายปืนไรเฟิลขนาดใหญ่ (Jammer Gun) ที่จะส่งคลื่นความถี่วิทยุและคลื่น GPS แรงสูงไปยังโดรนเป้าหมาย เมื่อโดรนโดนคลื่นนี้ จะหลุดจากการควบคุมของคนบิน และระบบนิรภัยของโดรนจะบังคับให้มันลอยตัวนิ่งๆ (Hover) หรือค่อยๆ ร่อนลงจอด (Auto-Land) ทันที
  • Spoofing (การปลอมแปลงสัญญาณ): เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงขั้นกว่าการแจม สปูฟฟิงจะเข้าไป “แฮก” และส่งสัญญาณพิกัด GPS ปลอมไปหลอกตัวโดรน ทำให้ระบบภายในโดรนเข้าใจผิด และผู้ควบคุมบนพื้นดินสามารถ “ยึดการควบคุม” (Takeover) เพื่อบังคับให้โดรนบินไปจอดในจุดที่ต้องการได้

สาย Hard Kill (ทำลายทางกายภาพให้ร่วงทันที)

เน้นใช้ในพื้นที่มั่นคงสูง ค่ายทหาร หรือกรณีที่โดรนเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (เช่น ติดตั้งวัตถุระเบิด)

  • Net-Catcher Drone (โดรนตาข่าย): การส่งโดรนฝั่งเราที่มีขนาดใหญ่กว่า บินเข้าไปยิงตาข่ายเพื่อตะครุบและจับโดรนผู้บุกรุกกลางอากาศ แล้วหิ้วกลับมาตรวจสอบ
  • Laser/Directed Energy (อาวุธเลเซอร์): การใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูง (High-Energy Laser) ยิงเผาไหม้ตัวโครงสร้าง ชิ้นส่วนพลาสติก หรือบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ของโดรนจนละลายและตกสู่นอกแนวบินทันทีภายในไม่กี่วินาที

3. พื้นที่สำคัญที่จำเป็นต้องติดตั้งระบบ Anti-Drone

  • สนามบินพาณิชย์ (Airports): เพื่อป้องกันไม่ให้โดรนบินเข้าไปขวางทิศทางการขึ้น-ลงของเครื่องบิน ซึ่งอาจถูกดูดเข้าเครื่องยนต์และทำให้เกิดโศกนาฏกรรมได้
  • เรือนจำและทัณฑสถาน (Prisons): ป้องกันการใช้โดรนบินหย่อนโทรศัพท์มือถือ อาวุธ หรือยาเสพติดข้ามกำแพงสูงเข้าไปให้ผู้ต้องขังภายใน
  • เขตพระราชฐานและสถานที่ราชการสำคัญ (Government Buildings): เพื่อความปลอดภัยระดับความมั่นคงแห่งชาติและการรักษาความลับ
  • งานอีเวนต์และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ (Mass Gatherings): ป้องกันการบินโดรนสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วร่วงตกใส่ฝูงชนที่อยู่หนาแน่นเบื้องล่าง

สรุป: เทคโนโลยี “โดรนต้านโดรน” จึงเปรียบเสมือนป้อมปราการทางอากาศในยุคดิจิทัล ในอนาคตเมื่อโดรนมีความฉลาดและบินได้โดยไม่ต้องพึ่งพา GPS (ใช้ AI บินนำทางเอง) ระบบ Anti-Drone ก็จะยิ่งต้องพัฒนาให้ล้ำหน้าขึ้นไปอีก เพื่อตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างเท่าทันครับ

เปิดบริการทุกวัน จันทร์ ถึง เสาร์ : เวลา 08:00 – 17:00 น.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:

Facebook : Dronettc - Drone Technology Training Center

☎️ : 098 261 0126

อีเมล : iddm@iddrives.co.th

Line OA : @idsit

Comments are closed